หยุดป่วย เมื่อเดินเป็น!

“ใครจะไปเชื่อว่าการเดินมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างน่าอัศจรรย์” ผู้อ่านเอง เมื่อครั้งยังทำงานอยู่ในกรุงเทพมักจะใช้การเดินมากกว่าการนั่งรถประจำทาง เนื่องจากรถติดและที่ทำงานก็ไม่ไกลจากห้องพักสักเท่าไหร่นัก(ก็พอสมควร) เมื่อเทียบกับการนั่งรถประจำทางแล้วการเดินจะใช้เวลาเร็วกว่าการขึ้นรถประจำทางเสียอีก บางทีนะยังแอบเดินแซงรถประจำทางที่ขึ้นประจำเลยก็ยังมี

การออกกำลังกายด้วยการเดินเป็นประจำ ผลดีที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยคือ เรื่องน้ำหนักและความชดชื่นกระฉับกระเฉงเวลาทำงานเรื่องนี้ หากคุณเคยเดินเป็นประจำหรือออกกำลังด้วยการเดินอยู่แล้วล่ะก็ย่อมสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลง แต่หากท่านใดยังไม่เคยลอง แนะนำว่าควรเจียดเวลาสักหน่อยหันมาออกกำลังกายด้วยการเดินขยับเส้นขยับสายกันดูแล้วจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนแน่นอน

10.1

ประโยชน์จากการเดิน

การเดินนับว่าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่มีความนิยมกันอย่างแพร่หลายทั้งในหมู่ผู้สูงอายุไปจนถึงกลุ่มคนทำงานและวัยรุ่น เรามาดูกันว่าการเดินมีประโยชน์อย่างไรและมีความแตกต่างจากการออกกำลังกายประเภทอื่นอย่างไร

1.ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด เนื่องจากเป็นการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติจึงทำให้ข้อต่อที่ทำงานติดขัดหรือเคลื่อนไหวลำบากทำงานได้อย่างคล่องแคล่วขึ้น สังเกตได้จากผู้ป่วยที่ทำกายภาพบำบัดด้วยการเดินดูก็ได้

2.ป้องกันหวัด ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเพราะมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น

3.นอนหลับง่ายและหลับลึกขึ้น ทำให้เกิดกระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอทำงานได้อย่างสมบูรณ์

4.ป้องกันโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคอ้วน และโรคข้อเข่าเสื่อม

5.เลือดลมเดินคล่อง จึงช่วยให้สมองแล่น อารมณ์แจ่มใสร่างเริง อย่างคุณลุงคุณป้า อาม่าที่เดินเป็นประจำในช่วงเช้าและช่วงเย็น

6.ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในบางครอบครัวพร้อมใจกันมาเดินออกกำลังกายเป็นกิจวัตประจำวัน

เห็นไหมแค่การเดินเพียงเท่านี้ ให้ประโยชน์ไม่แตกต่างอะไรกับการออกกำลังอย่างประเภทอื่นเลย ฉะนั้น กิจกรรมนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับคนที่เริ่มต้นออกกำลังกายและไม่มีทักษะด้านนี้เลย เนื้อหาต่อจากนี้ผู้เขียนจะแนะนำรูปแบบการเดินซึ่งมีหลากหลายและมีความนิยมมากฝากผู้อ่านได้เลือกไปลองตามความชอบกัน

10.2

การเดินออกกำลังกายแบบทั่วไป

การเดินตามสวนสาธารณะในช่วงนี้แนะนำให้ตื่นกันแต่เช้าเสียหน่อย เพราะฟ้าแจ้งเร็วเสียเหลือเกินบางทีแค่หกโมงครึ่งแดดก็จ้าแล้วเพื่อจะได้เดินในบรรยากาศไม่ร้อนจัด ได้สูดอากาศที่สดชื่นในยามเช้า ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง นอกจากนี้ยังมีเพื่อนร่วมทางอีกหลายคนเดินเป็นเพื่อนอีกต่างหาก ไม่เหงา ในช่วงแรกของการเดินควรเดินด้วยความเร็ว ปกติอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาเป็น 45-60 นาที เพื่อฝึกความอดทนของกล้ามเนื้อ ข้อต่างๆ และหัวใจ

การเดินบนลู่วิ่งไฟฟ้าภายในบ้านหรือฟิตเนส

เป็นทางเลือกที่สะดวก เพราะเราสามารถใช้ในตอนไหนก็ได้ตลอดทั้งวันเหมาะ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายแบบไม่พลุกพล่าน การเดินในลู่วิ่งและการเดินแบบทั่วไปมีเทคนิคที่เหมือนกันและช่วยเผลาผลาญแคลอรีได้ครั้งละประมาณ 200-400 กิโลแคลอรี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วในการเดิน

10.3

การเดินแบบสลับวิ่ง

เป็นการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจอย่างเป็นจังหวะแ ละเพิ่มการเผลาผลาญพลังงานได้มาก ซึ่งเป็นการเดินสลับกับวิ่งอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก หลายๆ หน่วยงานเริ่มนำการออกกำลังกายประเภทนี้มาจัดกิจกรรมกันอยู่บ่อยๆ

การเดินถอยหลัง

เป็นรูปแบบการเดินที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท เส้นเลือดฝอย สมอง และช่วยให้ความคิดโลดแล่นอีกทั้งช่วยในเรื่องของการทรงตัวให้ดีขึ้น ในช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกสับสนเสียหน่อยและหาที่โล่งๆ เอาไว้ด้วยจะได้ไม่เดินไปชนใครเขา

การแนะนำการเดินที่นำเสนอไป คุณสามารถเลือกนำไปใช้ได้ตามความเหมาะสมในโอกาสและสถานที่ที่รู้สึกสบายอากาศปลอดโปร่งและคงไม่ดีแน่ หากคุณนำวิธีการเดินถอยหลังไปใช้ในที่ทำงานหรือในระหว่างการเดินทางไปทำงานในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน คุณอาจได้กำลังก็จริงแต่อาจได้อย่างอื่นแถมมาด้วยก็ได้นะ

Save

ย่านาง สุดยอดสมุนไพรอินเตอร์ที่ไม่ควรมองข้าม!

ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดซึ่งเป็นการเที่ยวแบบติดรถเพื่อนไปด้วย เนื่องจากเพื่อนของผู้เขียนเองต้องการกลับบ้านหลังจากไม่ได้กลับมาหลายปี ด้วยหน้าที่การงานที่จำเป็นต้องรับผิดชอบ บ้านเพื่อนสนิทของผู้เขียนนั้นอยู่จังหวัดนครสวรรค์ อำเภอบรรพตพิสัย ผู้เขียนบอกตามตรงว่าที่นี่น่าอยู่มากผู้คนไม่พลุกพล่านบรรยากาศเงียบสงบรายล้อมรอบตัวไปด้วยทุ่งนาและต้นไม้ใหญ่

วันหนึ่งผู้เขียนเองได้เห็นการทำน้ำสมุนไพรไว้ดื่มกันภายครอบครัวของเพื่อนสนิท ซึ่งน้ำสมุนไพรชนิดนี้เป็นสีเขียวน่าทานมากเลยทีเดียว มันคือ ใบย่านาง นั่นเอง ผู้เขียนทราบข้อมูลมาว่า ทางครอบครัวได้ทำดื่มกันมานานแล้ว มีคุณสมบัติแก้ไข้ ลดความตัน ลดน้ำตาลในเลือดได้ ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่รู้ว่าสมุนไพรชนิดนี้สามารถช่วยได้จริงๆ หรือป่าว เมื่อรู้ดังนั้นผู้เขียนจึงจดข้อมูลที่ได้กลับมาเพื่อสร้างเป็นบทความนี้ให้ผู้อ่านได้ทราบกัน

9.1

สรรพคุณของใบย่านาง

สรรพคุณเด่นของย่านางคือ ช่วยในการลดไข้ได้เป็นอย่างดี เพราะมีฤทธิ์เย็น หากคุณสนใจอยากลองลิ้มรส อยากลองใช้ย่านางช่วยบรรเทาอาการไข้แทนยาพาราได้เลยเช่นกัน โดยหาซื้อย่านางได้ตามท้องตลาดทั่วไป หรือหากข้างบ้านมีปลูกไว้ก็ยิ่งดีใหญ่เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเงิน เมื่อได้ใบย่างนางมาแล้ว ก็ให้นำใบย่านางมาล้างให้สะอาด จะใช้กี่ใบก็ได้นำมาโขลกหรือปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำไปกรองด้วยผ้าขาวบางหรือตาข่ายกรองถี่ๆ เพื่อกันกาก เมื่อได้น้ำย่านางมาแล้วก็ผสมน้ำสะอาดเข้าไปด้วยตามปริมาณที่เหมาะสม แบ่งใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้ทานตอนเช้าๆ

นอกจากนี้ ใบย่านางยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายได้ โดยนิยมทำเป็นน้ำคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีขั้นตอนการทำเหมือนที่เล่าไปในข้างต้น เพียงแต่ต้องทำให้เจือจางเล็กน้อยหรือตามความชอบก็ได้ และควรดื่มช่วงท้องว่างหรือก่อนกินอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง น้ำคลอโรฟิลล์ย่านางทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยและทำให้ไม่ค่อยหิว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะใบย่านางมีใยอาหารมากจึงทำให้รู้สึกอิ่มและอยู่ท้อง แถมยังมีแคลเซียม เหล็ก วิตามินเอ และเบต้าแคโรทีนสูง จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้อีกด้วย

9.2

นอกจากการดื่มน้ำย่านางเพื่อปรับสมดุลแล้ว ยังสามารถนำน้ำย่านางไปใช้ปรุงแต่งอาหารเพื่อลดพิษได้ เช่น แกงหน่อไม้ เนื่องจากน้ำย่านางลดกรดยูริกได้ จึงเป็นที่นิยมมากในภาคอีสานและภาคเหนือ เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าหากทานหน่อไม้จะมีอาการปวดข้อและย่านางก็ช่วยได้ แถมยังใช้ย่านางในการลดความขมของขี้เหล็กในแกงขี้เหล็กได้อีกด้วย

นี่คือความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งที่เราเกิดในประเทศไทยประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณสมุนไพรนานาชนิดบวกภูมิปัญญาท้องถิ่นของรุ่นปู่รุ่นทวด ที่ได้คิดค้นทดลองนำสมุนไพรมาปรับใช้ดูแลสุขภาพส่งมอบสู่รุ่นลูกรุ่นหลานซึ่งเป็นความโชคดีจริงๆ

พักผ่อนน้อย นอนดึก พฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยน เพราะเสี่ยงโรค!

การทำงานหนักติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง คงไม่ให้ผลดีแก่ร่างกายเท่าที่ควร ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ดี แต่ด้วยภาระหน้าที่ทางการงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องจำทนยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นแก่ตัวเอง บางคนทำงานหนักมีเวลาพักผ่อนเพียงแค่ 3-4 ชั่วโมง ทำแบบนี้จนชินทำให้ร่างกายเก็บสะสมความเครียด ความเหนื่อยล้า ความอ่อนเพลีย และในที่สุดอาการทั้งหลายก็ประทุออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จนแปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นโรคประจำตัวของขวัญล้ำค่าที่เจ้าของร่างกายอย่างคุณไม่ปรารถนาต้อนรับมันเลย

beautiful legs in spa
beautiful legs in spa

อาการที่เกิดจากการพักผ่อนน้อย

มึนและงง เมื่อคุณตื่นนอนจากการพักผ่อนหลังทำงานหนักคุณจะรู้สึกมึนงง หากคุณลุกขึ้นเร็วเกินไปจะมีอาการวูบตามมา และวันนั้นทั้งวันคุณจะทำงานไม่คล่องไม่กระฉับกระเฉงและสื่อสารไม่รู้เรื่อง

สมาธิสั้น ใจร้อน ลุกลน เคยสังเกตตัวเองไหมทำไมต้องหงุดหงิดง่าย เมื่อเพื่อนร่วมงานพูดประโยคที่แสนธรรมดา ทำไมคุณต้องร้อนรนเวลาทำงาน และได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยคุณจะรำคาญ

สายตาพร่ามัวและเบลอ กรณีนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้สายตาบ่อยๆ เช่นผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ผู้ที่ทำงานภายในสำนักงาน เพราะต้องใช้สายตาจดจ่ออยู่เป็นเวลานาน เมื่อเจอที่มีแสงแดดจ้าอาการจะเกิดทันที

ระบบร่างกายรวนไม่คงที่ โดยมักจะเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ อ่อนเพลีย เมื่อยล้า เบื่ออาหารหรือไม่ย่อยไม่ขับถ่ายเวลาเดิมอย่างเช่นทุกวัน

โรคประจำตัว หากยังไม่เคยเป็นโรคประจำตัวข่าวดีคือ คุณจะได้มันมาครอบครองอย่างแน่นอน เมื่ออดหลับอดนอนบ่อยสะสมมาเรื่อยโดยไม่ดูแลตัวเอง ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว หากยังไม่ดูแลตัวเองย่อมเกิดความเสี่ยงตามมาด้วยร่างกายทรุดโทรมจากการทำงานหนัก

ยังมีอาการอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถนำมาอธิบายได้หมด ด้วยเพราะสภาพร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน อาการจึงเกิดขึ้นอย่างแตกต่าง แต่ส่วนมากจะเกิดอาการอย่างที่อธิบายแทบทั้งสิ้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วคุณยังอยากรับสภาพแบบนี้กันอีกหรือไม่

8.2

วิธีรับมือเบื้องต้นหากต้องทำงานอย่างต่อเนื่องจนมีเวลาพักผ่อนน้อย

หากมีความจำเป็นที่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนะนำให้ทำตามดังต่อไปนี้ ต้องขอบอกไว้ก่อนวิธีนี้อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดแต่ก็พอช่วยบรรเทาได้บ้าง

1.จิบน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายสดชื่นตลอดเวลา

2.อย่านั่งทำงานนานเกินไป ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อผ่อนคลายความเครียดและพักสายตา

3.บำรุงด้วยวิตามินเสริมชนิดต่างๆ ที่จำเป็นต่อความต้องการร่างกาย

อย่าลืมนะคะว่าร่างกายก็คือ ร่างกาย ไม่ใช่เครื่องยนต์มีเลือดมีเนื้อมีกล้ามเนื้อที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ ดังนั้นการดูแลตัวเองให้แข็งแรงสมบูรณ์เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด ควรใส่ใจเรื่องการบริหารเวลา จัดตารางทำงานที่สำคัญก่อนตามลำดับ ไม่วอกแวกไปตามสิ่งเร้าต่างๆ รอบๆ ตัว เพียงแค่นี้คุณจะมีเวลาเหลือเฟือให้แก่ตัวเองอีกมาก ที่สำคัญคุณจะไม่มีข้ออ้างเรื่องเวลามาเถียงกับตัวเองอีกเลย

พื้นฐานการตรวจสุขภาพที่หนุ่มๆ ไม่ควรละเลย

การใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบัน ร่วมกับการไม่ค่อยดูแลตนเองของหนุ่ม ๆ อาจส่งผลทำให้สุขภาพของคุณผู้ชายแย่เกินเยียวยา ซึ่งบางครั้งอาจนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะสามารถช่วยคัดกรองโรคต่าง ๆ และรักษาได้ทันท่วงที

7.1

หมั่นวัดความดันโลหิตเป็นประจำ

ความดันโลหิตที่อยู่ในช่วงปกตินั้น ควรน้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท โดยทั่วไปหนุ่ม ๆ ที่มีอายุตั้งแต่ 18-64 ปีควรตรวจวัดความดันอย่างน้อย 1 ครั้งในทุก ๆ 2 ปี แต่ถ้าคุณมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป เช่น น้ำหนักเกิน สูบบุหรี่ หรือมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว ก็ควรหมั่นวัดความดันโลหิตเป็นประจำ ซึ่งนิสัยการรับประทานอาหารที่ดี การจำกัดเกลือ รวมถึงการออกกำลังกาย ก็สามารถช่วยลดและควบคุมความดันโลหิตได้เป็นอย่างดี

น้ำตาลในกระแสเลือดอาจบอกว่าคุณเป็นเบาหวาน

การรับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง การไม่ออกกำลังกาย และความเครียด อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนุ่ม ๆ เป็นเบาหวานกันมากขึ้น ถ้าคุณมีอาการที่บ่งบอกว่าอาจจะเป็นโรคเบาหวาน เช่น น้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย หรือมีอาการเหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด ถ้าปล่อยไว้นานอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานได้ เช่น โรคไต ตาบอด และเส้นประสาทอาจถูกทำลาย

7.2

ทานอาหารที่มีไขมันสูงอยู่หรือเปล่า?

ภาวะไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่เกินกว่าค่าปกติ จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด หนุ่ม ๆ ควรตรวจระดับไขมันเป็นประจำอย่างน้อยทุก ๆ 5 ปี แต่ถ้าคุณมีความเสี่ยงสูงของโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนทั่วไป เช่น อายุมากกว่า 45 ปี มีระดับของไขมันเลว (LDL) สูง มีระดับของไขมันดี (HDL) ต่ำ ก็ควรจะตรวจวัดระดับไขมันให้บ่อยขึ้น โดยการออกกำลังกายเป็นประจำ รวมถึงการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม เป็นวิธีป้องกันภาวะไขมันสูงได้อย่างดีเยี่ยม

คัดกรองมะเร็ง

มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้ชาย การตรวจคัดกรองอาจทำได้โดยการตรวจวัดระดับของแอนติเจนที่จำเพาะกับต่อมลูกหมาก (prostate specific antigen หรือ PSA) ซึ่งสามารถตรวจวัดได้ที่โรงพยาบาล นอกจากนี้มะเร็งลำไส้ก็เป็นอีกหนึ่งมะเร็งที่เกิดขึ้นได้บ่อย หนุ่ม ๆ ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้เมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งความถี่ของการตรวจคัดกรองซ้ำจะอยู่ที่ 5-10 ปีขึ้นกับชนิดของการตรวจ

การรักษาสุขภาพให้ฟิตปั๋งอยู่ตลอดเวลา ทำได้โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ อยู่หลีกเลี่ยงจากสารพิษต่าง ๆ รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคต่าง ๆ ก็สามารถช่วยป้องกันและผ่อนเบาปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้

วิธีเด็ดจากธรรมชาติ เลื่อนประจำเดือนให้มาเร็ว-ช้า ไม่ต้องง้อยาเลื่อนให้เสี่ยงอันตราย!

การมีประจำเดือนมาตามปกติตรงกำหนดทุกเดือน ย่อมเป็นสัญญาณการมีสุขภาพที่ดีอย่างหนึ่งของผู้หญิงเราก็ว่าได้ แต่ในบางครั้ง ที่เราต้องหันมาใช้ยาเลื่อนประจำเดือนให้มาช้าออกไป ก็อาจเพราะช่วงนั้นเรามีภารกิจบางอย่างที่ทำให้ไม่สะดวกต่อการมีประจำเดือน เช่น การเดินทางไกล การไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่ทำให้ไม่สะดวกต่อการเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ แถมยังไม่รู้สึกคล่องตัวหรืออาจทำให้ไม่สบายตัวได้ง่าย แต่คราวนี้บอกเลยค่ะว่าไม่จำเป็นต้องง้อยาเลื่อนประจำเดือนอีกต่อไปแล้ว เพราะการกินอาหารจากธรรมชาติบางชนิดมีฤทธิ์เร่งประจำเดือนให้มาเร็วขึ้น และเลื่อนการมีรอบเดือนให้มาช้ากว่าเดิมได้เช่นกัน เรามาดูกันดีกว่านะคะว่ามีอาหารใดบ้าง

6.1

วิธีกินอาหารเพื่อเร่งประจำเดือนให้มาเร็วขึ้น

อาหารบางชนิดก็มีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง นอกจากบำรุงสุขภาพร่างกายแล้ว ยังมีส่วนช่วยเร่งประจำเดือนให้มาเร็วขึ้นได้ด้วย ดั่งเช่นอาหารเหล่านี้

กินอาหารรสเผ็ดร้อน

การกินอาหารรสชาติเผ็ดร้อนนั้น จะช่วยกระตุ้นระบบการหมุนเวียนเลือดและฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย จึงทำให้ประจำเดือนมาเร็วกว่าปกติ และยังมามากกว่าเดิมได้อีกด้วย พร้อมกันนี้ อาจจะมีอาการปวดประจำเดือนมากขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของสาวๆ แต่ละคนเช่นกัน เพราะหากสาวคนไหนร่างกายแข็งแรงก็อาจรอดพ้นจากผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นดังกล่าวได้

6.2

กินผลไม้ฤทธิ์ร้อน

ผลไม้ฤทธิ์ร้อนได้แก่ มะละกอ แครอท ส้ม ทับทิม และสับปะรด ผลไม้เหล่านี้ถือเป็นผลไม้ในกลุ่มฤทธิ์ร้อน ซึ่งให้ผลลัพธ์กับร่างกายไม่ต่างจากการกินอาหารรสจัดเลยทีเดียว ดังนั้น หากต้องการเร่งประจำเดือนให้มาเร็วกว่าปกติ และเพื่อให้ได้ผลที่ดีมากขึ้น แนะนำให้กินผลไม้ฤทธิ์ร้อนในปริมาณที่มากขึ้นเป็นเท่าตัวจะดีที่สุด

ดื่มน้ำตาลโตนด 

น้ำตาลโตนด เป็นผลไม้จากต้นตาลที่มีสรรพคุณช่วยในการขับเลือด หากคุณดื่มน้ำตาลโตนดเป็นประจำทุกวันก่อนกินอาหารเช้า มันจะช่วยกระตุ้นให้การมีรอบเดือนมาเร็วกว่าปกติได้อย่างแน่นอนค่ะ

ดื่มน้ำขิง

ขิงเป็นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยจะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเอสโตรเจนให้หลั่งออกมาได้ง่ายดายขึ้น เพราะฉะนั้น หากสาวๆ ดื่มน้ำขิงได้ วิธีนี้ก็จะช่วยเลื่อนประจำเดือนให้มาเร็วขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติทีเดียว แถมขิงยังมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ด้วย

6.3

กินผักชีมากขึ้น

ผักชี แม้เป็นผักกลิ่นฉุน แต่ก็มีสรรพคุณช่วยเร่งประจำเดือนให้มาเร็วขึ้นได้เช่นเดียวกัน แนะนำให้สาวๆ กินผักชีสดเคียงคู่กับอาหารจานโปรดหรือจะใส่ลงไปในซุปซดร้อนๆ พร้อมกันด้วยก็ได้ สาวคนไหนไม่แพ้กลิ่นฉุนของผักชี วิธีนี้ชิลแน่นอน

กินยาสตรี

สำหรับสาวๆ บางคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ และยังมีประจำเดือนมาน้อย แนะนำให้กินยาสตรีเป็นประจำก่อนนอนทุกคืน เพราะสมุนไพรและตัวยาจะเข้าไปทำหน้าที่ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนภายในร่างกาย ซึ่งอาจช่วยเร่งให้ประจำเดือนมาเร็วขึ้นได้

แต่อย่างไรก็ดี สำหรับในทางการแพทย์ การเลื่อนประจำเดือนให้มาเร็วขึ้นนั้นถือว่าเป็นไปได้ยากพอสมควร แต่วิธีที่เราแนะนำไปทั้งหมดก็ยังพอช่วยเพิ่มโอกาสให้ร่างกายกระตุ้นประจำเดือนให้มาเร็วขึ้นได้ และยังเป็นวิธีที่ปลอดภัย แถมอาหารที่เราแนะนำไปก็ให้ประโยชน์ดีๆ ต่อสุขภาพอีกด้วย

6.4

วิธีเลื่อนประจำเดือนให้มาช้ากว่ากำหนด

นอกจากการกินอาหารเร่งประจำเดือนให้มาเร็วขึ้นแล้ว ยังมีข้อปฏิบัติที่จะช่วยเลื่อนการมีรอบเดือนให้มาช้ากว่ากำหนดได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหากสาวๆ อยากเลื่อนประจำเดือนให้มาช้าขึ้น มาลองทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ได้เลยค่ะ

กินถั่วเขียว

ถั่วเขียวเป็นพืชที่เปี่ยมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารต่างๆ หลายชนิด ส่งผลต่อฮอร์โมนของสาวๆ ได้เป็นอย่างดี และเพื่อต้องการเลื่อนการมีประจำเดือนออกไป แนะนำให้กินถั่วเขียวล่วงหน้าก่อนที่ประจำเดือนจะมาประมาณ 1 สัปดาห์จะดีที่สุด

หันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น

หากที่ผ่านมาสาวๆ ออกกำลังกายแต่เพียงเบาๆ ไม่ค่อยได้เหงื่อเท่าไรนัก จากนี้ไปหากคุณอยากเลื่อนประจำเดือนให้มาช้ากว่ากำหนด แนะนำให้หันมาใส่ใจออกกำลังกายให้มากขึ้นค่ะ เพราะจะช่วยปรับฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ประจำเดือนอาจมาช้ากว่ากำหนดได้ และยังส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง มีหุ่นสวยได้พร้อมกันด้วย

6.5

ดื่มน้ำให้มาก

เพราะปริมาณของน้ำที่เข้าสู่ร่างกายมากอาจสามารถเจือจางปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนลงได้ แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ผู้หญิงหลายคนที่ได้ลองดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อเลื่อนการมีประจำเดือนออกไปนั้นพิสูจน์แล้วพบว่าได้ผลจริง อย่างไรก็น่าลองดูไม่เสียหายเหมือนกันนะคะ เพราะถึงแม้ประจำเดือนจะไม่ได้เลื่อนไปเกินกำหนดก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ ก็ถือว่าเราดื่มน้ำมากๆ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีเป็นหลักนั่นเอง

ไม่ควรกินอาหารที่มีฤทธิ์ช่วยเร่งประจำเดือน

ดังที่เราแจ้งให้ทราบไปเบื้องต้นก่อนหน้านี้แล้วว่า มีอาหารใดบ้างที่มีคุณสมบัติช่วยเลื่อนประจำเดือนให้มาเร็วขึ้นได้ เพราะฉะนั้น หากสาวๆ คนไหนต้องการเลื่อนประจำเดือนให้มีช้าออกไปกว่าเดิม แนะนำให้เลี่ยงการกินอาหารที่เร่งประจำเดือนให้มาเร็วขึ้นได้จะดีที่สุด

จะเห็นได้ว่าอยากให้ประจำเดือนมาเร็วขึ้นหรือมาช้าลงนั้น อาหารการกินเหล่านี้และวิธีการปฏิบัติตัวดังที่เราแนะนำไป ล้วนมีส่วนช่วยเร่งประจำเดือนให้มาช้า-เร็วได้ทั้งสิ้น แต่จะได้ผลมากหรือน้อย อาจขึ้นอยู่ที่สภาพร่างกายของคุณด้วย ฉะนั้น สาวๆ คนไหนอยากสนใจลองทำดูก็ไม่เสียหายแน่นอนค่ะ

อาการผิดปกติของเต้านม 8 ประการ รู้ให้เท่าทัน อันตรายจริงไหม?

เต้านม… เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายผู้หญิงทุกคนที่จะต้องใส่ใจดูแลเป็นอย่างดี หากพบอาการผิดปกติก็ต้องเร่งใส่ใจสังเกตเพื่อจะได้รู้เท่าทันโรคร้ายอย่างมะเร็ง และนี่ก็คือ อาการผิดปกติของเต้านม 8 อย่างที่เราหยิบมาให้สาวๆ ได้ทำความรู้จัก ลองดูกันนะคะว่าอาการเหล่านี้เคยเกิดขึ้นกับคุณบ้างหรือไม่ และมันอันตรายหรือเปล่า จะได้รับมือรู้เท่าทันโรค ให้โอกาสในการเกิดมะเร็งเต้านมห่างไกลจากตัวเรามากขึ้นนั่นเอง

5.1

1.เต้านมใหญ่ขึ้น

การที่สาวๆ พบว่าเต้านมของคุณมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากมายเท่าไรหรอกนะคะ เพราะมีด้วยกันหลายปัจจัยที่ทำให้เต้านมขยายใหญ่ขึ้นได้ เช่น การกินยาคุม น้ำหนักตัวขึ้น การตั้งครรภ์หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในร่างกายช่วงที่มีประจำเดือน เหล่านี้ถือเป็นปัจจัยกระตุ้นตามธรรมชาติที่ผู้หญิงทุกคนล้วนพบเจอได้ง่ายทั้งสิ้น

2.เต้านมเล็กลง

นอกจากเต้านมจะใหญ่ขึ้นได้แล้ว การที่เต้านมของสาวๆ หดเล็กลงนั้นก็อาจมาจากการที่คุณมีน้ำหนักตัวลดลง การหยุดกินยาคุม ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง หรืออาจถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณอยู่ในช่วงภาวะใกล้หมดประจำเดือน พร้อมกันนี้ สาวๆ อาจจะมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น มีสิวขึ้นหน้า ขนดกขึ้นบนใบหน้า ผมร่วง โดยอาจเป็นสัญญาณของโรครังไข่ทำงานผิดปกติ (PCOS) ก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังอาจเป็นไปได้ด้วยนะคะกับในกรณีสาวๆ ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ เนื่องจากมีผลงานวิจัยได้เปิดเผยว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เต้านมของผู้หญิงหดเล็กลงได้

woman with pink cancer awareness ribbon
woman with pink cancer awareness ribbon

3.เต้านมเปลี่ยนรูปหรือหย่อนยาน

ผู้หญิงเรามีลักษณะเต้านมที่เปลี่ยนแปลงรูปทรงได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ให้นมลูกหรือคนที่มีอายุมากขึ้น เนื่องจากเต้านมจะมีการยืดขยายตัวออก ผิวหนังจะสูญเสียความยืดหยุ่นออกไปจนทำให้เต้านมเปลี่ยนแปลงรูปทรงกลายมาเป็นทรงหยดน้ำลักษณะหย่อนยาน เพราะฉะนั้น หากคุณไม่อยากให้เต้านมหย่อนยานมากนัก แนะนำให้เลือกสวมใส่บราดีๆ ที่มีคุณสมบัติช่วยยกกระชับเต้านมได้ หรืออาจออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อหน้าอกให้กระชับแข็งแรงขึ้นก็ได้เช่นกัน

4.พบก้อนภายในเต้านม

สาวๆ เคยลองสังเกตกันมั้ยคะว่าในช่วงที่คุณมีประจำเดือนอยู่นั้น ในเต้านมของคุณอาจเหมือนมีก้อนเนื้อบางอย่างซุกซ่อนอยู่ภายใน โดยจะอยู่บริเวณใต้รักแร้ แต่ก็ไม่ต้องตกใจไปค่ะ เพราะนั่นเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายมีภาวะฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลงซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีประจำเดือน จนทำให้มีก้อนเนื้อชนิดไฟโบรซีสติค (Fibrocystic changes) เกิดขึ้นในเต้านม และอาจทำให้รู้สึกเจ็บเต้านม เจ็บตรงจุดที่มีก้อนเนื้อหรือบริเวณรักแร้ หากแต่ก้อนเนื้อชนิดดังกล่าวไม่ใช่ชนิดที่ร้ายแรงและไม่กลายมาเป็นมะเร็งอย่างแน่นอน ดังนั้น ไม่ต้องเป็นกังวลจนมากเกินไปหรอกนะคะ

5.3

5.มีอาการปวดเต้านม

อาการปวดเต้านมเกิดได้ด้วยกันหลายสาเหตุ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิดขึ้นจากเนื้องอก (ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย) แต่หากรู้สึกปวดเต้านมทั้ง 2 ข้างก็อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องฮอร์โมนภายในร่างกาย หรือเกิดจากการที่ร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไป การสวมบราที่รัดแน่นมาก การบาดเจ็บจากการชน การกระแทก การออกกำลังกายที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกสูงและการยกของหนักเป็นประจำทุกวัน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดเต้านมขึ้นได้เช่นกัน

6.หัวนมบอด

หากสังเกตพบว่าบางวันหัวนมบุ๋มลงไป บางวันหัวนมก็โผล่ออกมาปกติ อาการแบบนี้แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพเต้านมอย่างโดยด่วน เพราะการที่หัวนมบุ๋มลงไปก็ถือเป็นสัญญาญเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมได้เช่นเดียวกัน

5.4

7.หัวนมมีสารคัดหลั่งไหลออกมาผิดปกติ

โดยทั่วไปแล้ว หากหัวนมมีสารคัดหลั่งไหลออกมาก็คือ อาการของมะเร็งเต้านม ในส่วนนี้นับว่าเป็นไปได้เช่นกัน แต่หากมีสารคัดหลั่งไหลออกมาจากหัวนมทั้งสองข้าง ก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนหรือเกิดจากการที่ระดับฮอร์โมนโปรแลคตินสูงขึ้นได้จากการทานยา ภาวะต่อมไทรอยด์มีการทำงานน้อย และอาจเกิดขึ้นได้จากการที่คุณอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ซึ่งตรงกับช่วงที่ร่างกายจะต้องเริ่มผลิตน้ำนม  เพราะน้ำนมสามารถไหลออกมาได้ยาวนานจนถึง 2 ปีเลยทีเดียว แม้คุณจะหยุดให้นมลูกไปแล้วก็ตาม แต่ในรายที่หนักกว่านั้นก็คือ อาจเป็นเนื้องอกของต่อมใต้สมอง หากมีโรคดังกล่าวก็ย่อมทำให้มีเลือดหลั่งออกจากหัวนมได้เช่นเดียวกัน ยิ่งหากพบว่าเลือกหลั่งออกมาจากหัวนมเพียงแค่ข้างเดียว บวกกับสภาพผิวหนังในบริเวณนั้นเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง และยังมีก้อนเนื้อขึ้นที่เต้านมร่วมด้วย กรณีเช่นนี้ แนะนำให้ไปพบแพทย์จะดีที่สุด

8.หัวนมมีการเปลี่ยนสี

หากหัวนมและวงปานนมมีการขยายใหญ่ขึ้นและยังมีสีที่เข้มขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณบอกว่าคุณอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ หรือหัวนมสีเข้มและมีลักษณะที่บวมขึ้นก็นับเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้นนั่นเอง อาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของผู้หญิงทุกคน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเป็นกังวลแต่อย่างใดเลยค่ะ

ทราบกันไปแล้วนะคะสาวๆ กับ 8 เรื่องผิดปกติของเต้านมซึ่งล้วนเป็นเรื่องน่ารู้อย่างมาก เพราะเต้านมเป็นอวัยวะสำคัญอย่างมากในร่างกายเรา แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ง่ายด้วย ดังนั้น เมื่อพบความผิดปกติใดๆ และหากกังวลว่าจะเกิดอาการอะไรร้ายแรงจนเสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไม่ แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจเช็กเต้านมอย่างละเอียดจะดีกว่า

 

อาหารแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หลังกินฟาสต์ฟู้ด ป้องกันท้องผูกอย่างได้ผล!

อาหารฟาสต์ฟู้ด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อาหารขยะ เพราะเป็นอาหารที่ทำให้อิ่มท้องดีก็จริง แต่กลับไร้ซึ่งประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย หนำซ้ำแป้ง น้ำตาล เกลือและไขมันยังเป็นสารอาหารที่ยิ่งจะทำให้เราเกิดปัญหาท้องผูกตามมามากขึ้น ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารและการทำงานของลำไส้แปรปรวนจนเกิดความผิดปกติ ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรมองข้าม 9 อาหารบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อหลังจากรับประทานจังก์ฟู้ดมาใหม่ๆ หากอยากให้สุขภาพดีต่อไปอย่างยาวนาน ไม่ต้องเสี่ยงเจ็บป่วยกับการทานอาหารขยะอีกต่อไป เราควรทานอาหารใดเข้าไปพร้อมกันบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

4.1

ผลไม้ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ

เมื่อเรารับประทานอาหารขยะเข้าไปมากๆ ย่อมทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำและยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเกิดการผกผัน เนื่องจากอาหารขยะเป็นอาหารที่ประกอบไปด้วยแป้ง น้ำตาลและเกลือปริมาณสูง เพราะฉะนั้น หากสาวๆ ทานผลไม้ฉ่ำน้ำเข้าไปมากๆ ก็นับเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายได้รับน้ำและสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลไม้ที่มีส่วนประกอบของน้ำยังเป็นแหล่งของไฟเบอร์ที่ดีต่อร่างกาย จึงส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย โดยผลไม้ที่มีน้ำเยอะก็ได้แก่ ส้ม เกรปฟรุต แตงโม และลูกพีช เป็นต้น

ข้าวโอ๊ต

อาหารขยะที่ประกอบด้วยแป้งเยอะ มักทำลายการทำงานของระบบย่อยอาหารและส่งผลทำให้เกิดปัญหาท้องผูกอยู่เป็นประจำ เนื่องจากมันเป็นอาหารที่ไม่มีไฟเบอร์ จึงทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติตามมา ในที่่สุดเราก็เกิดปัญหาการขับถ่ายยาก แต่ยังมีวิธีแก้ง่ายๆ ก่อนที่คุณจะทานอาหารฟาสต์ฟู้ดครั้งต่อไป แนะนำให้ทานข้าวโอ๊ตก่อน เพราะข้าวโอ๊ตอุดมด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งมีผลดีต่อระบบย่อยอาหาร และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ผล คราวนี้ก็พร้อมบอกลาปัญหาท้องผูกไปได้เลยค่ะ

 

Healthy Homemade Oatmeal with Berries
Healthy Homemade Oatmeal with Berries

น้ำมะนาว

หลายคนประสบปัญหานี้เหมือนกัน ทุกครั้งที่ไปทานอาหารฟาสต์ฟู้ดก็มักจะเจอปัญหาอาหารไม่ย่อยตามมา จนทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นท้อง แต่วิธีแก้ง่ายๆ ก็คือ ให้จิบน้ำมะนาวอุ่นๆ ค่ะ เพราะในน้ำมะนาวมีกรดที่จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร จึงช่วยลดอาการอึดอัดและปวดท้องให้ค่อยๆ บรรเทาลง และเพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับน้ำมะนาวมากขึ้น ก็สามารถเติมน้ำผึ้งลงไปผสมเพิ่มเติมสักเล็กน้อยได้ รสชาติจากน้ำมะนาวเฝื่อนๆ เปรี้ยวๆ จะได้อร่อยกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น

น้ำขิง

น้ำขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยในการขับลมและช่วยย่อยอาหาร เหมาะกับคนที่มักมีอาการท้องอืดบ่อยๆ เพียงนำขิงสดมาหั่นเป็นแว่นจากนั้นนำไปต้มน้ำ แล้วเอาน้ำมาจิบหรือเคี้ยวขิงสดตอนว่างๆ ก็จะช่วยลดอาการท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อยลงได้แล้ว

 

4.3

กีวี

กีวีเห็นผลเล็กๆ แบบนี้ แต่ประโยชน์สุดเด็ดมีไม่น้อยเช่นกัน เพราะมีการศึกษาชิ้นหนึ่งได้ค้นพบว่า กีวีเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน ที่สำคัญกีวียังมีปริมาณไฟเบอร์สูง สำหรับใครที่กินอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อยๆ แล้วท้องผูก แนะนำให้ทานพร้อมกับกีวีได้เลยค่ะ เพราะกีวีจะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ในขณะที่ร่างกายก็ยังได้รับประโยชน์จากวิตามินและแร่ธาตุอีกเพียบด้วย

โยเกิร์ต

โปรไบโอติกส์คือ สารอาหารที่มีความสำคัญต่อระบบย่อยอาหารซึ่งเราสามารถรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์ได้จากโยเกิร์ต โดยโปรไบโอติกส์นั้นมีส่วนกระตุ้นการทำงานของแบคทีเรียชนิดดีที่อยู่ภายในลำไส้ และยังช่วยลดอาการอักเสบกระเพาะอาหารอันเกิดจากการทานอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไปได้ด้วย แต่หากต้องการให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์อย่างเต็มที่มากเพิ่ม แนะนำให้ทานคู่กับผลไม้ได้เลยค่ะ เช่น เบอร์รี่หรือแอปเปิล ก็จะยิ่งเติมปริมาณไฟเบอร์ให้แก่ร่างกายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณหมดกังวลกับปัญหาท้องผูก อันเกิดจากการทานอาหารขยะได้อย่างแน่นอน

4.4

ชาเขียว

การกินอาหารฟาสต์ฟู้ดไม่ได้ส่งผลทำให้เราอ้วนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สารเติมแต่งที่ผสมอยู่ในอาหารไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุง น้ำตาล ผงชูรสหรือสารกันบูด ก็ล้วนเป็นตัวการอันตรายที่ทำให้ร่างกายถูกสารอนุมูลอิสระบุกมาเล่นงานได้ง่าย ซึ่งจะทำให้แก่เร็วและยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่ายขึ้นด้วย แต่การดื่มชาเขียวร้อนๆ หลังจากทานอาหารฟาสฟู้ดมันจะช่วยให้ร่างกายของเราได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปเพิ่มขึ้น โดยจะช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ในร่างกายถูกทำลาย นอกจากนี้ ชาเขียวยังมีสารอาหารที่มีส่วนสำคัญต่อการช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ อย่างไรก็ดี แนะนำให้ดื่มชาเขียวร้อนแบบที่ไม่มีน้ำตาลจะดีที่สุด

น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิล

หลังจากกินอาหารจังก์ฟู้ด เป็นปกติธรรมดาที่เรามักมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อและมีลมในกระเพาะอาหารมาก จนทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายท้องและยังปวดท้องตามมา ถ้าเช่นนั้น แนะนำให้แก้ด้วยน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิลค่ะ เพียงนำน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิลปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะมาผสมให้เข้ากันกับน้ำผึ้งที่ผสมน้ำอุ่น จากนั้นคนให้เข้ากันแล้วนำมาใช้จิบในขณะที่ยังอุ่นๆ แบบค่อนร้อนเล็กน้อย วิธีนี้จะช่วยลดแก๊สภายในกะเพาะอาหารให้น้อยลงได้ และน้ำผึ้งก็ยังมีสรรพคุณช่วยลดอาการอักเสบร้อนในบริเวณกลางอกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

4.5

น้ำเปล่า

ในบรรดาอาหารและเครื่องดื่มที่ดีที่สุดของร่างกายดังที่เราแนะนำไป น้ำเปล่าจัดเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง เพราะมันจะเข้าไปทำหน้าที่ในการชะล้างสารต่างๆ ในร่างกาย อันเป็นตัวการของปัญหาสุขภาพที่มาพร้อมอาหารจังก์ฟู้ด นอกจากนี้ การดื่มน้ำเปล่ายังช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยังสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อที่เกิดจากอาหารไม่ย่อยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากดื่มน้ำอัดลมเข้าไปมากๆ ด้วยแล้ว การดื่มน้ำเปล่าตามมันจะยิ่งเข้าไปช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้มีน้อยลง ส่งผลทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดไม่เกิดการผกผันจนทำให้เรารู้สึกหิวอาหารบ่อยครั้งนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หลังจากที่ทราบแล้วว่าอาหารใดบ้างที่จะช่วยแก้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หลังจากทานอาหารฟาสต์ฟู้ดมา ใครที่กินอาหารประเภทนี้บ่อยๆ แล้วมีอาการอึดอัดแน่นท้องตามมาเป็นประจำ แถมยังประสบกับปัญหาท้องผูกอย่างหนักมาโดยตลอด เห็นทีต้องมองหาอาหาร 9 อย่างนี้มารับประทานพร้อมอาหารจังก์ฟู้ดกันซะแล้วล่ะ

 

Save

10 ประโยชน์ของเนยถั่ว อาหารดีชั้นเลิศ บำรุงสุขภาพ กินแล้วไม่อ้วน!

หากพูดถึงของว่างทานเล่น จะว่าไปแล้วก็มีด้วยกันหลายอย่างให้เราเลือกทาน หนึ่งในนั้น “เนยถั่ว” ก็จัดเป็นอีกหนึ่งอาหารว่างทานเล่น โดยจะทานกับขนมปังโฮลวีทหรือผลไม้ก็ได้ กลายเป็นอีกหนึ่งเมนูลดน้ำหนักที่เหมาะสำหรับสาวๆ ที่อยากหุ่นสวยสุขภาพดีสุดๆ

3.1

เนยถั่ว คืออะไร?

เนยถั่ว หรือ peanut butter เป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาจากถั่วลิสงนั่นเอง เนยถั่วนั้นเป็นแหล่งของคุณค่าทางโภชนาการสูง มีประโยชน์ต่อการบำรุงสุขภาพ และยังสามารถนำมามิกซ์กับอาหารรับประทานได้อย่างหลากหลาย เพราะทานได้ทั้งกับผลไม้ นำมาทาบนแผ่นขนมปังหรือบางคนยังชอบทานเนยถั่วแบบเปล่าๆ ด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากเนยถั่วเป็นแหล่งของไขมัน คุณจึงควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ โดยทานไม่เกินวันละ 2 ช้อนโต๊ะ เพียงเท่านี้ก็จะได้รับคุณประโยชน์จากเนยถั่วในแบบเต็มๆ มากขึ้นแล้ว อีกทั้งสาวๆ ที่กลัวอ้วน บอกเลยค่ะว่ารับประทานเนยถั่วแล้วไม่มีต้องกัวลในเรื่องน้ำหนักตัวเลย เอาล่ะ เนยถั่วมีดีอย่างไรอีกบ้างนะ เรามาดูกันเลยดีกว่า

3.2

  1. เป็นแหล่งของไขมันดี

โดยปกติแล้ว ทั้งเนยถั่วและถั่วลิสงนั้นเป็นอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง ทว่าไขมันที่พบกลับเป็นไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เนื่องจากเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว โดยเนยถั่วในปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ มีไขมันดีมากถึง 16 กรัม ดังนั้น หากเรารับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดนี้อยู่เป็นประจำก็จะยิ่งช่วยเสริมสร้างการมีสุขภาพที่ดีได้อย่างยาวนาน และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ

  1. ช่วยรักษาของเหลวในร่างกายให้อยู่ในจุดสมดุล

เนยถั่วเปี่ยมไปด้วยปริมาณโพแทสเซียมสูง ซึ่งเป็นสารอาหารที่จะช่วยรักษาสมดุลของของเหลวภายในร่างกาย ซึ่งถือว่าเป็นคู่ปรับของโซเดียมเลยก็ว่าได้ นอกจากมีส่วนควบคุมระดับความดันให้เป็นปกติแล้ว สารอาหารดังกล่าวยังมีผลดีต่อสุขภาพหัวใจอีกด้วย

  1. ดีต่อการลดน้ำหนัก

หากพูดถึงเนยถั่วกับการลดน้ำหนัก หลายคนอาจจะแทบไม่อยากเชื่อว่ามันสามารถช่วยลดน้ำหนักลงได้ แต่แท้จริงแล้ว เนยถั่วนั้นแม้เป็นอีกหนึ่งอาหารที่มีแคลอรีสูง แต่หากเราทานในปริมาณที่เพียงพอก็จะไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเนยถั่วประมาณ 2 ช้อนโต๊ะนั้น ให้ปริมาณไฟเบอร์ 2 กรัมและโปรตีนอีก 7.68 กรัม ซึ่งจะช่วยให้คุณอิ่มท้องนานขึ้น ช่วยลดความอยากอาหารลงได้ แต่อย่างไรก็ดี แนะนำให้เลือกซื้อเนยถั่วที่ปราศจากน้ำตาล เพื่อที่จะได้ไม่มีแคลอรีสูงให้ต้องกังวลใจเรื่องน้ำหนักตัวตามมา

3.3

  1. ให้โปรตีนเพื่อสุขภาพ

เนยถั่วเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพอย่างไม่ควรมองข้าม เพราะเปี่ยมไปด้วยโปรตีนที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างและช่วยซ่อมแซมส่วนที่เกิดการสึกหรอภายในร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญพลังงานจึงหมดกังลเรื่องน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้เลย แต่หากคุณอยากให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากกรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตีนของเนยถั่วแบบเต็มที่จริงๆ แนะนำให้รับประทานเนยถั่วควบคู่กับอาหารอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ทานคู่กับขนมปังโฮลวีทแล้วตบท้ายด้วยนม เพียงเท่านี้รับประกันเลยค่ะว่า ร่างกายของคุณจะได้รับประโยชน์จากโปรตีนอย่างครบถ้วนเต็มๆ เลยล่ะ

  1. มีไฟเบอร์สูง ดีต่อการขับถ่าย

ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย บอกเลยค่ะว่าทานเนยถั่วเป็นประจำไม่มีผิดหวัง เพราะเนยถั่วเป็นแหล่งของไฟเบอร์ที่มีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ดีต่อผู้ที่มีปัญหาลำไส้แปรปรวนและช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้เป็นอย่างดี แต่หากต้องการให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงขึ้น แนะนำให้ทานคู่กับขนมปังโฮลวีทหรือแอปเปิลก็จะยิ่งทำให้ได้รับปริมาณไฟเบอร์สูงมากสองเท่า แถมยังอยู่ท้องนาน ลดอาการหิวจุบจิบ เหมาะทั้งสาวๆ ที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก และยังช่วยป้องกันปัญหาท้องผูกได้ด้วยนั่นเอง

  1. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

ในเนยถั่วมีวิตามินอีที่นอกจากจะช่วยบำรุงสุขภาพสายตาและสมองได้แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้อีกหลายชนิดเลยทีเดียว เช่น มะเร็งปอด มะเร็งในช่องท้อง มะเร็งลำไส้และมะเร็งตับ นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

Creamy Brown Peanut Butter on a background
Creamy Brown Peanut Butter on a background
  1. ลดระดับคอเลสเตอรอล

เนื่องจากในเนยถั่วมีไขมันชนิดดี และยังมีไขมันชนิดเดียวกันกับที่พบจากในน้ำมันมะกอกอีกด้วย แน่นอนค่ะว่าไขมันเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจ ซึ่งมันจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจลงได้ และยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) แถมยังช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL) มาแทนที่ได้อีกด้วย

  1. ป้องกันโรคอัลไซเมอร์

เพราะถั่วลิสงเป็นอาหารที่มีวิตามินบี 3 หรือไนอะซินสูงมากอยู่แล้ว ซึ่งวิตามินเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อการบำรุงสมอง จึงสามารถช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์และปัญหาเกี่ยวกับความจำต่างๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ วิตามินบี 3 ยังสามารถเข้าไปทำหน้าที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์สมองที่ได้รับการทำลายให้กลับมาสู่สภาพที่เป็นปกติได้ ในขณะที่กรดพี-คูมาริก (P-coumaric) ก็ยังมีคุณสมบัติในการป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชันของเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิดภาวะเสื่อมสภาพของระบบประสาทได้ด้วยนั่นเอง

  1. ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ

โดยปกติแล้ว สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) เป็นอีกหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่มีพลังอย่างมาก เรามักพบสารชนิดนี้ในองุ่นแดงและไวน์แดง แต่ในเนยถั่วก็ยังเปี่ยมไปด้วยสารนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งมันจะช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลายได้เป็นอย่างดี จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ อันเกิดจากสารต้านอนุมูลอิสระได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ การเสื่อมสภาพของระบบประสาทและการติดเชื้อต่างๆ

3.5

  1. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ถั่วลิสงและเนยถั่วเป็นอาหารที่จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างโดยตรง แถมยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างน่าทึ่ง เนื่องจากการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร the Journal of The American Medical Association ได้ระบุไว้ว่า การทานเนยถั่ววันละ 2 ช้อนโต๊ะ โดยทานติดต่อกันเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ก็สามารถลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้เกือบ 30% เลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว หากคุณรับประทานเนยถั่วก็จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลงได้เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องใส่ใจเลือกซื้อเนยถั่วชนิดที่ไม่มีน้ำตาลมารับประทานจะดีที่สุด

เพราะเนยถั่วมีดีมากถึงเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมเดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์เนยถั่วออกมาวางจำหน่ายมากมาย เพราะฉะนั้น สาวๆ ควรเลือกเนยถั่วที่ไร้น้ำตาลจะดีที่สุด เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคต่างๆ แถมยังทำให้คุณมีหุ่นดีในแบบที่ต้องการไปพร้อมๆ กับการได้ละเอียดของอร่อยๆ อย่างอิ่มหนำอีกด้วย

 

 

 

กินไข่ในมื้อเช้า แหล่งคุณประโยชน์ดีๆ ที่ไม่ควรพลาด!

ไข่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างหนึ่งที่หากินได้ง่ายรอบตัว แถมยังเป็นแหล่งคุณประโยชน์สูงที่มีราคาถูก สำหรับใครที่อยากสุขภาพดีและไม่อยากอ้วน วันนี้เราขอหยิบเอาประโยชน์จากการกินไข่ในมื้อเช้ามาฝาก เพราะไข่ดีแบบนี้นี่ไงคะ เราเลยอยากแนะนำให้เลือกกินไข่มื้อแรกของวัน ว่าแต่จะมีดีอย่างไรบ้างนั้น รีบมาดูกันเลย

2.1

1.มีคุณประโยชน์สูง

ไข่เป็นแหล่งคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายมากมาย เพราะครบถ้วนทั้งโปรตีน สังกะสี วิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ ดี อีและบี 12 อีกทั้งยังให้พลังงานน้อยเพียงแค่ 85 กิโลรีต่อฟองเท่านั้น กินแล้วยังทำให้อิ่มท้องนาน ลดอาการหิวจุบจิบได้ผล เพราะฉะนั้น สาวๆ เหมาะอย่างมากที่จะจัดไข่ให้เป็นเมนูอาหารเช้าที่ช่วยลดความอ้วนไปในตัว

2.โปรตีนสูง

เราต่างก็ทราบดีว่า โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญต่อร่างกาย และในไข่ก็เป็นแหล่งของโปรตีนชั้นเยี่ยมจากธรรมชาติ แถมราคาก็ถูก โดยไข่ 1 ฟอง มีปริมาณโปรตีนถึง 6 กรัม ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีทีเดียว ใครที่ไม่ทานเนื้อสัตว์อื่นๆ หันมาทานไข่รับรองได้โปรตีนอย่างเน้นๆ ไม่แพ้กันแน่นอน

3.บำรุงสมองและระบบประสาท

ไข่ 1 ฟอง อุดมไปด้วยโคลีน (Choline) สูงถึง 20% ซึ่งถือเป็นปริมาณที่ร่างกายคนเราควรได้รับต่อวันนั่นเอง สำหรับโคลีนนั้นเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ โดยเฉพาะเยื่อหุ้มสมองซึ่งจะส่งผลทำให้สมองและระบบประสาทมีความแข็งแรง สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างกระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น

2.2

4.ดีต่อการมองเห็น

เพราะไข่มีลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารแคโรทีนอยด์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา และยังช่วยป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ด้วย

5.ลดความเสี่ยงจากการเกิดต้อกระจก

เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในไข่ จะช่วยป้องกันดวงตาจากการทำงายของรังสี UV และยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกในยามอายุมากขึ้นลงได้ จะเห็นได้ว่าการกินไข่ดีต่อสุขภาพสายตามากมายแท้จริง

6.ช่วยลดน้ำหนักได้

มหาวิทยาลัยลุยเซียนาได้ทำการศึกษาพบว่า คนที่ทานไข่มื้อเช้าจะสามารถลดน้ำหนักลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีแรงกำลังมากกว่าคนที่ทานขนมปังในมื้ออาหารเช้าเสียอีก

2.3

7.ช่วยเสริมสร้างความจำดี

ไข่มีวิตามิน แร่ธาตุสูง จึงช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี เห็นชัดเลยใช่มั้ยล่ะคะว่า แม้แต่ในส่วนการทำงานของสมองเองก็ยังสามารถบำรุงได้เริดถึงเพียงนี้ จึงเหมาะอย่างยิ่งแล้วจริงๆ ที่เราควรกินไข่เป็นอาหารเช้า

8.เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

ไข่ไม่เพียงเป็นแหล่งของวิตามินหลากชนิดแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง และยังทำให้กระบวนการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงทำงานอย่างเป็นปกติได้มากขึ้นด้วย

ทราบกันไปแล้วนะคะ กับ 8 ประโยชน์ที่ได้จากการกินไข่ในมื้อเช้า โดยเฉพาะสาวคนไหนที่กลัวว่ากินไข่แล้วอ้วน บอกเลยกินในมื้อเช้าไม่มีทางทำให้อ้วนแน่นอน มีแต่จะทำให้สุขภาพดี มีแรงทำงานอย่างกระฉับกระเฉงตลอดวัน

8 ผลไม้ลดน้ำหนัก กินกระชับหุ่นสวย แถมผิวใสเปล่งปลั่งอย่าบอกใคร!

สาวๆ หลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก การกินผักผลไม้ลดน้ำหนักนั้นเชื่อว่าทุกคนทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่สำหรับสาวคนไหนที่อยากหันมาเน้นกินผลไม้ลดน้ำหนักมากกว่า วันนี้เราขอแนะนำผลไม้ทั้ง 8 ชนิดเหล่านี้ ที่นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักได้ดีแล้ว ยังมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งสดใส มาดูกันดีกว่าว่ามีผลไม้ใดบ้าง

1.1

1.แอปเปิล

หากสาวๆ จะหยิบผลไม้ลดน้ำหนักสักชนิดมาพูดถึง เชื่อได้เลยค่ะว่าแอปเปิลจะต้องถูกเสนอชื่ออันดับแรกเป็นแน่ เพราะเป็นถึงราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก อีกทั้งยังเปี่ยมด้วยไฟเบอร์สูง มีทั้งวิตามิน เกลือแร่ที่ดีต่อร่างกาย กินแอปเปิลแล้วจะช่วยลดอาการหิวจุบจิบและกระตุ้นระบบขับถ่ายทำงานคล่องตัวอย่างแน่นอน ในขณะที่แอปเปิลก็ยังมีวิตามินอีกหลายชนิดที่จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส

1.22.ส้ม

ส้มเป็นผลไม้ฉ่ำน้ำที่มาพร้อมเนื้อซึ่งเป็นดั่งกากใยอาหารสูงที่จะช่วยป้องกันอาการท้องผูก แถมยังเปี่ยมด้วยปริมาณวิตามินซีสูงที่สามารถเสริมสร้างการผลิตคอลลาเจนได้เป็นอย่างดี ทำให้ผิวพรรณของสาวๆ เปล่งปลั่งกระจ่างใส และยังชุ่มชื้นขึ้นด้วย

3.มะละกอ

มะละกอไม่ได้มีดีแค่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานคล่องตัวขึ้นแต่เพียงเท่านั้นนะคะ แต่ในมะละกอยังมีเอนไซม์จากธรรมชาติที่จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น และยังพ่วงมาพร้อมสารฟลาโวนอยด์ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ โดยจะช่วยชะลอไม่ให้เซลล์ผิวเกิดความเสื่อมสภาพ และยังสามารถต่อกรกับไขมันส่วนเกินภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี

1.34.ทับทิม

ทับทิมเป็นผลไม้ที่เปี่ยมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่จะช่วยกระตุ้นผิวให้สามารถผลิตคอลลาเจนได้ และยังมีส่วนในการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม นอกจากนี้ ทับทิมยังเป็นผลไม้น้ำตาลน้อย แต่มีคุณสมบัติช่วยขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย และยังทำหน้าที่กระตุ้นระบบเผาผลาญให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงช่วยลดไขมันในเลือดได้ดี ไม่ว่าจะเป็นไขมันเลวในร่างกายก็จะลดน้อยลงไป ผลที่ได้ก็คือ การมีสัดส่วนที่สวยกระชับขึ้นพร้อมๆ กับผิวที่สวยใสเปล่งประกายออร่านั่นเอง

  1. ฝรั่ง

สาวๆ รู้มั้ยคะว่า ฝรั่ง 1 ลูกนั้นให้พลังงานแค่ 45 แคลอรีเท่านั้น มันยังเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับกินลดน้ำหนักอย่างมากที่สุด ที่สำคัญยังเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไฟเบอร์ที่จะทำให้อิ่มท้องนาน และยังเป็นแหล่งของเหล่าวิตามิน แร่ธาตุสำคัญอีกหลายชนิด เช่น วิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ โพแทสเซียมและทองแดง สารอาหารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และยังบำรุงระบบประสาทและสมองให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติมากขึ้น ฝรั่งยังมีสรรพคุณขับสารพิษออกจากร่างกาย ผิวพรรณของสาวๆ จึงสดใสเปล่งปลั่งดั่งใจยังไงล่ะ1.4

  1. สตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รี หนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย โดยสตรอว์เบอร์รีนั้นจะช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนอะดิโปเนกติน (Adiponectin) และฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวมีหน้าที่ในการช่วยเร่งระบบเผาผลาญ และช่วยจัดการกับไขมันสะสมภายในร่างกายได้เป็นอย่างดีนั่นเอง นอกจากนี้แล้ว ยังมีผลการศึกษาจาก American Journal of Clinical Nutrition ได้เปิดเผยว่า วิตามินซีที่ได้จากผลสตรอว์เบอร์รีนั้นยังมีส่วนช่วยลดเลือนริ้วรอย ต่อต้านความหย่อนคล้อยของผิว และแก้ปัญหาผิวแห้งกร้านได้ด้วย

7.แตงโม

อยากมีผิวพรรณสวยสดใสเปล่งปลั่งและลดน้ำหนักลงได้สำเร็จพร้อมๆ กัน แนะนำแตงโมเลยค่ะ เพราะแตงโมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ช่วยในการล้างไต ขับปัสสาวะและของเสียออกจากร่างกาย แตงโมยังมีแคลอรีต่ำ กินแล้วไม่ทำให้อ้วน สาวคนไหนที่กำลังไดเอทบอกเลยพลาดไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะอากาศร้อนๆ แบบนี้ กินแตงโมคลายร้อนจะช่วยดับกระหายและบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นขึ้นได้อย่างแน่นอน

8.แก้วมังกร

แก้วมังกร นับเป็นอีกหนึ่งผลไม้ลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมในกลุ่มสาวๆ ที่อยากหุ่นสวยอย่างมากเช่นกัน เพราะแก้วมังกรในปริมาณ 200 กรัม ให้พลังงานอยู่ที่ 60 กิโลแคลอรีเท่านั้น นับว่าค่อนข้างน้อย ในด้านของการบำรุงผิวพรรณบอกเลยเห็นผลสุดๆ เพราะแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง กินแล้วจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงอ่อนเยาว์กว่าวัยได้ หรือหากว่างๆ อย่าลืมแบ่งเนื้อแก้วมังกรมาสักเล็กน้อยบดละเอียดผสมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาพอกหน้า ก็จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้สวยเปล่งปลั่งได้ดีเช่นกัน

และนี่ก็คือผลไม้ลดน้ำหนักที่กินแล้วทำให้อิ่มท้องนาน ดีต่อสาวๆ ที่อยากดูแลรูปร่างและอยากมีหุ่นสวยไปพร้อมๆ กัน รู้กันแบบนี้แล้วก็อย่าพลาดที่จะหาผลไม้เหล่านี้มากินกันบ่อยๆ นะคะ จะได้หุ่นดีและผิวใสทุกๆ วัน